Conversion คือการกระทำที่มีค่าต่อธุรกิจ เช่น ซื้อหรือกรอกฟอร์ม ส่วน ROAS (Return on Ad Spend) คือมูลค่า Conversion หารด้วยค่าโฆษณา บทความนี้อธิบายว่าวัด Conversion และ ROAS ใน Google Ads ยังไง ดูตัวเลขไหนบ้าง ROAS เท่าไหร่ถึงดี และใช้ข้อมูลปรับแคมเปญให้คุ้มยังไง เพื่อให้คุณรู้ว่าทุกบาทที่ลงไปได้อะไรกลับมา
ยิงแอด Google ไปแล้ว เห็นยอดคลิกและยอดแสดงผลเยอะ แต่ยังตอบไม่ได้ว่าตกลงคุ้มหรือเปล่า เงินที่ลงไปสร้างยอดขายจริงแค่ไหน?
นี่คือจุดที่แยกคนยิงแอดเล่น ๆ ออกจากคนที่ทำแอดเป็นธุรกิจ เพราะการดูแค่ยอดคลิกไม่ได้บอกว่าคุ้ม สิ่งที่ต้องวัดจริงคือ Conversion และ ROAS ซึ่งบอกว่าโฆษณาสร้างผลลัพธ์และผลตอบแทนเท่าไหร่
ที่ Yangdee Group เราเชื่อในการทำงานแบบ Data-Driven และวัดผลทุกแคมเปญด้วยตัวเลขที่สำคัญจริง บทความนี้จะอธิบายว่าวัด Conversion และ ROAS ใน Google Ads ยังไง ถ้ายังไม่แน่ใจภาพรวมของ Google Ads อ่านก่อนได้ที่ Google Ads คืออะไร
Conversion ใน Google Ads คืออะไร?
Conversion ใน Google Ads คือการกระทำที่มีค่าต่อธุรกิจที่คนทำหลังคลิกโฆษณา เช่น การสั่งซื้อ การกรอกฟอร์ม การโทรเข้า หรือการเพิ่มสินค้าในตะกร้า เป็นตัววัดว่าโฆษณาสร้างผลลัพธ์จริง ไม่ใช่แค่ได้คลิก
พูดง่าย ๆ คลิกบอกแค่ว่ามีคนสนใจเข้ามา แต่ Conversion บอกว่าคนนั้นทำสิ่งที่มีค่าต่อธุรกิจของคุณจริงหรือไม่ นี่คือตัวเลขที่ใกล้ยอดขายมากกว่า
แต่จะวัด Conversion ได้ ต้องตั้ง Conversion Tracking ให้ถูกก่อน ถ้ายังไม่ได้ตั้ง อ่านวิธีได้ที่ วิธีสร้างแคมเปญ Google Ads ครั้งแรก ที่อธิบายเรื่องการตั้งและทดสอบ Conversion Tracking ไว้
ROAS คืออะไร คำนวณยังไง?
ROAS ย่อมาจาก Return on Ad Spend คือผลตอบแทนที่ได้กลับมาต่อค่าโฆษณาที่ลงไป คำนวณง่าย ๆ ด้วยการเอามูลค่า Conversion หารด้วยค่าโฆษณา ถ้าลงโฆษณา 1 บาทแล้วได้ยอดขายกลับมา 4 บาท ROAS ก็เท่ากับ 4 หรือ 400%
ใน Google Ads ค่านี้แสดงในคอลัมน์ชื่อ Conv. value/cost ซึ่งคุณเพิ่มเข้ามาในรายงานได้ ตัวเลขนี้บอกประสิทธิภาพว่าทุกบาทที่จ่ายสร้างมูลค่ากลับมาเท่าไหร่
หัวใจของ ROAS คือ Conversion Value หรือมูลค่าที่คุณกำหนดให้แต่ละ Conversion ถ้าขายของออนไลน์มักใช้รายได้ต่อออเดอร์ ถ้าเป็นการเก็บ Lead มักใช้มูลค่าประมาณการจากสิ่งที่ Lead นั้นกลายเป็นในระยะยาว ถ้าไม่ใส่มูลค่า ระบบก็คำนวณ ROAS ให้ไม่ได้
ตัวเลขสำคัญที่ต้องดูใน Google Ads
นอกจาก ROAS ยังมีตัวเลขอื่นที่ต้องดูประกอบเพื่อให้เห็นภาพครบ การดูตัวเดียวอาจทำให้ตัดสินใจผิด มาดูตัวเลขหลักที่ควรติดตาม
| ตัวเลข | บอกอะไร |
|---|---|
| Conversions | จำนวนการกระทำที่มีค่าที่เกิดขึ้น |
| Conversion Rate | สัดส่วนคลิกที่กลายเป็น Conversion |
| CPA (ต้นทุนต่อ Conversion) | จ่ายเท่าไหร่ต่อ 1 Conversion |
| Conversion Value | มูลค่ารวมที่ Conversion สร้าง |
| ROAS (Conv. value/cost) | ผลตอบแทนต่อค่าโฆษณา |
แต่ละตัวเลขมองคนละมุม Conversion Rate บอกว่าโฆษณาและหน้าเว็บโน้มน้าวได้ดีแค่ไหน ส่วน CPA บอกต้นทุนต่อการได้ลูกค้าหนึ่งราย ซึ่งสำคัญมากเมื่อเทียบกับมูลค่าลูกค้า ค่าเฉลี่ยตามประเภทแคมเปญต่างกัน เช่น แคมเปญ Search มักมี Conversion Rate ราว 4 ถึง 6% แต่ตัวเลขนี้เป็นเพียงกรอบอ้างอิงต่างประเทศ ของจริงต่างกันตามธุรกิจ
การดูตัวเลขร่วมกันช่วยให้เห็นภาพจริง เช่น แคมเปญที่ Conversion เยอะแต่ CPA สูงเกินมูลค่าลูกค้า ก็อาจไม่คุ้มเท่าแคมเปญที่ Conversion น้อยกว่าแต่ ROAS สูง
ROAS เท่าไหร่ถึงดี?
ROAS ที่ดีไม่มีตัวเลขตายตัว เพราะขึ้นกับกำไรขั้นต้นและอุตสาหกรรมของคุณ โดยเฉลี่ย ROAS ของ Google Ads อยู่ราว 2 ต่อ 1 และที่ถือว่าดีมักอยู่ที่ 4 ต่อ 1 ขึ้นไป แต่ตัวเลขนี้เป็นกรอบกว้าง ๆ ไม่ใช่เป้าหมายของทุกธุรกิจ
สิ่งที่สำคัญกว่าคือ Break-even ROAS หรือ ROAS จุดคุ้มทุน ซึ่งคือผลตอบแทนขั้นต่ำที่ทำให้ไม่ขาดทุน คำนวณได้จาก 100 หารด้วยเปอร์เซ็นต์กำไรขั้นต้น เช่น ถ้ากำไรขั้นต้น 25% Break-even ROAS จะอยู่ที่ 4 ต่อ 1 หมายความว่าต้องได้ ROAS อย่างน้อย 4 ถึงจะเท่าทุน
นี่คือเหตุผลที่ ROAS 4 ต่อ 1 อาจดีสำหรับธุรกิจหนึ่ง แต่ขาดทุนสำหรับอีกธุรกิจที่กำไรขั้นต้นต่ำ การรู้ Break-even ROAS ของตัวเองจึงสำคัญกว่าการไล่ตามตัวเลขเฉลี่ยของคนอื่น
ใช้ข้อมูลปรับแคมเปญยังไง
ตัวเลขจะมีค่าก็ต่อเมื่อนำมาใช้ตัดสินใจ หลักการง่าย ๆ คือ ทุ่มงบไปที่จุดที่ ROAS สูงและ CPA คุ้ม แล้วลดหรือตัดสิ่งที่ทำผลงานไม่ดี ดูทีละคีย์เวิร์ด ทีละโฆษณา และทีละแคมเปญ ว่าอันไหนสร้างมูลค่าจริง
จุดที่ควรเทียบเสมอคือ CPA กับมูลค่าลูกค้า ถ้าลูกค้าหนึ่งคนมีมูลค่า 5,000 บาท การจ่าย CPA 250 บาทเพื่อได้ลูกค้านั้นก็คุ้มมาก แต่ถ้าลูกค้ามีมูลค่า 300 บาท การจ่าย CPA สูง ๆ ก็ไม่คุ้ม การคิดย้อนจากมูลค่าลูกค้าและกำไรช่วยให้ตั้งเป้า CPA และ ROAS ได้ตรงกว่าการเริ่มจากตัวเลขเฉลี่ย
นอกจากนี้การตั้ง Conversion Value ที่แม่นยำช่วยให้ระบบ Smart Bidding ทำงานได้ดีขึ้น เพราะมันใช้มูลค่านี้ในการตัดสินใจ การวัดผลที่ดีและการปรับด้วยข้อมูลคือสิ่งที่เราดูแลใน บริการ Analytics & ROI ของ Yangdee ซึ่งช่วยให้ทุกการตัดสินใจอยู่บนตัวเลขจริง
สรุป
การวัด Conversion และ ROAS คือสิ่งที่บอกว่าโฆษณา Google ของคุณคุ้มหรือไม่ สามสิ่งที่ควรจำคือ Conversion วัดผลลัพธ์จริงไม่ใช่แค่คลิก, ROAS คือมูลค่า Conversion หารด้วยค่าโฆษณา และ ROAS ที่ดีต้องเทียบกับ Break-even ROAS ของธุรกิจคุณเอง ไม่ใช่ตัวเลขเฉลี่ยของคนอื่น
การวัดผลที่ดีคือจุดเริ่มต้นของการทำให้งบโฆษณาคุ้มค่าขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าคุณอยากให้แคมเปญ Google Ads ของธุรกิจวัดผลแม่นและปรับด้วยข้อมูลอย่างเป็นระบบ ทีมของเราพร้อมช่วยแบบ Data-Driven ดูรายละเอียด บริการโฆษณา Google ของ Yangdee แล้วเริ่มต้นทำให้ทุกบาทของงบโฆษณาวัดผลได้ไปด้วยกัน
คำถามที่พบบ่อย
ROAS กับ ROI ต่างกันยังไง?
ROAS วัดผลตอบแทนต่อค่าโฆษณาโดยตรง คือมูลค่า Conversion หารด้วยค่าโฆษณา ส่วน ROI วัดผลตอบแทนต่อการลงทุนทั้งหมดรวมต้นทุนอื่น เช่น ค่าสินค้าและค่าดำเนินการ ROAS จึงดูเฉพาะประสิทธิภาพของโฆษณา ขณะที่ ROI ดูภาพกำไรรวมของธุรกิจ
ROAS เท่าไหร่ถึงคุ้ม?
ขึ้นกับกำไรขั้นต้นของคุณ วิธีดูคือคำนวณ Break-even ROAS จาก 100 หารด้วยเปอร์เซ็นต์กำไรขั้นต้น ถ้าได้ ROAS สูงกว่าจุดนั้นก็เริ่มมีกำไร ธุรกิจที่กำไรขั้นต้นต่ำต้องการ ROAS สูงกว่าธุรกิจที่กำไรขั้นต้นสูง จึงไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน
วัด Conversion ที่ไม่ใช่ยอดขายได้ไหม?
ได้ Conversion ไม่จำเป็นต้องเป็นยอดขายเสมอ อาจเป็นการกรอกฟอร์ม การโทรเข้า การสมัครรับข่าวสาร หรือการดาวน์โหลด ธุรกิจบริการที่ไม่มีตะกร้าซื้อมักวัด Lead เป็นหลัก สิ่งสำคัญคือเลือกวัดการกระทำที่มีค่าต่อธุรกิจจริง และกำหนดมูลค่าให้เหมาะสม
ทำไม Conversion ใน Google Ads ไม่ตรงกับยอดขายจริง?
มีหลายสาเหตุ เช่น การตั้งค่าติดตามผิดหน้า การนับซ้ำ หรือการตั้ง Conversion หลายแบบเป็นแบบหลักพร้อมกันจนตัวเลขปนกัน บางครั้งก็เกิดจากดีเลย์ของการรายงานและการนับข้ามอุปกรณ์ การตรวจสอบการตั้งค่าให้ถูกต้องและวัดเฉพาะการกระทำที่สำคัญช่วยให้ตัวเลขใกล้ความจริงมากขึ้น
ต้องใส่ Conversion Value ไหม?
ควรใส่ถ้าทำได้ เพราะ Conversion Value คือสิ่งที่ทำให้คำนวณ ROAS ได้ และช่วยให้ระบบ Smart Bidding ตัดสินใจดีขึ้น ถ้าขายของออนไลน์ให้ส่งมูลค่าออเดอร์จริง ถ้าเป็น Lead ก็ประมาณมูลค่าจากสิ่งที่ Lead นั้นกลายเป็น การมีมูลค่าที่แม่นช่วยให้วัดความคุ้มค่าได้ตรงกว่าการนับแค่จำนวน