ค่าโฆษณา YouTube ในปี 2026 อยู่ที่ประมาณ 1 ถึง 4 บาทต่อการรับชม (CPV) สำหรับโฆษณาแบบข้ามได้ และราว 200 ถึง 600 บาทต่อการแสดงผลหนึ่งพันครั้ง (CPM) สำหรับแบบข้ามไม่ได้และ Bumper งบเริ่มต้นที่ควรตั้งเพื่อเก็บข้อมูลพอเรียนรู้อยู่ที่หลักหมื่นถึงหลักแสนบาทต่อเดือน บทความนี้แจกแจงค่าใช้จ่ายตามรูปแบบ วิธีตั้งงบ และปัจจัยที่ทำให้ราคาถูกหรือแพง เพื่อให้คุณวางงบได้ตรงกับเป้าหมายจริง
“ค่าโฆษณา YouTube เท่าไหร่” เป็นคำถามที่ตอบเป็นตัวเลขเดียวไม่ได้ เพราะราคาขึ้นอยู่กับรูปแบบโฆษณา เป้าหมาย อุตสาหกรรม และความแม่นของกลุ่มเป้าหมาย ธุรกิจสองรายที่ลงงบเท่ากันอาจได้ผลลัพธ์ต่างกันหลายเท่า
ข่าวดีคือ YouTube เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มที่ซื้อความสนใจแบบวิดีโอได้คุ้มที่สุด โดยเฉพาะเมื่อเทียบต้นทุนต่อการเข้าถึงกับสื่อทีวีแบบเดิม บทความนี้จะแจกแจงตัวเลขจริงในปี 2026 พร้อมบอกว่าควรเริ่มด้วยงบเท่าไหร่ และมีปัจจัยอะไรบ้างที่ดันราคาขึ้นหรือลง เพื่อให้คุณตั้งงบได้อย่างมั่นใจ
ค่าโฆษณา YouTube เท่าไหร่ในปี 2026?
ค่าโฆษณา YouTube ในปี 2026 เฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1 ถึง 4 บาทต่อการรับชมสำหรับโฆษณาแบบข้ามได้ (skippable) และราว 200 ถึง 600 บาทต่อการแสดงผลหนึ่งพันครั้งสำหรับแบบข้ามไม่ได้และ Bumper ส่วนโฆษณา Shorts ถูกกว่าที่ประมาณ 70 ถึง 270 บาทต่อพันการแสดงผล
ตัวเลขเหล่านี้อ้างอิงจาก benchmark สากลที่คิดเป็นดอลลาร์ (CPV ราว 0.03 ถึง 0.12 ดอลลาร์ และ CPM ราว 6 ถึง 18 ดอลลาร์) (Stackmatix, 2026) เมื่อแปลงเป็นเงินบาทโดยประมาณจะได้ช่วงราคาข้างต้น อนึ่งข้อมูลข้ามเครือข่ายในไตรมาสแรกปี 2026 พบว่า CPV เฉลี่ยอยู่ที่ราว 0.024 ดอลลาร์ หรือไม่ถึง 1 บาทต่อวิว (DigitalApplied, Q1 2026)
CPV, CPM และ CPC ต่างกันยังไง? คิดเงินแบบไหน?
YouTube คิดเงินได้ 3 แบบหลักตามเป้าหมายแคมเปญ คือ CPV (จ่ายต่อการรับชม เหมาะกับโฆษณาข้ามได้ที่เน้นให้คนดู), CPM (จ่ายต่อพันการแสดงผล เหมาะกับแบบข้ามไม่ได้และ Bumper ที่เน้นการเข้าถึง) และ CPC (จ่ายต่อคลิก เหมาะกับแคมเปญ Demand Gen ที่เน้นให้คนคลิกไปเว็บ)
การเลือกโมเดลคิดเงินไม่ใช่เรื่องเลือกเอง แต่ถูกกำหนดโดยเป้าหมายที่คุณตั้ง เช่น ถ้าตั้งเป้าเป็น video views ระบบจะคิดแบบ CPV อัตโนมัติ หลักการประมูลเบื้องหลังคล้ายกับระบบประมูล CPC ของ Google Ads คือราคาต่อผลลัพธ์ขึ้นกับการแข่งขันและคุณภาพโฆษณา
ค่าโฆษณา YouTube แยกตามรูปแบบ
ราคาต่างกันชัดเจนตามรูปแบบโฆษณา เพราะแต่ละแบบขายด้วยโมเดลคิดเงินและระดับการแข่งขันที่ต่างกัน ตารางด้านล่างเป็นค่าประมาณเมื่อแปลงเป็นเงินบาท
| รูปแบบ | โมเดลคิดเงิน | ราคาโดยประมาณ |
|---|---|---|
| Skippable in-stream (ข้ามได้) | CPV | 1 ถึง 4 บาทต่อวิว |
| Non-skippable / Bumper (ข้ามไม่ได้) | CPM | 200 ถึง 600 บาทต่อพันการแสดงผล |
| Shorts ads (วิดีโอสั้น) | CPM | 70 ถึง 270 บาทต่อพันการแสดงผล |
| In-feed / Demand Gen | CPC | ราว 17 ถึง 70 บาทต่อคลิก |
โฆษณา Shorts ถูกที่สุดในตอนนี้เพราะการแข่งขันยังน้อย เหมาะกับการเข้าถึงกว้างในต้นทุนต่ำ (AMW, 2026) แต่คนดูมักตั้งใจน้อยกว่าเพราะกำลังปัดผ่านเร็วๆ ดูวิธีเลือกรูปแบบให้ตรงเป้าหมายได้ในบทความโฆษณา YouTube มีกี่รูปแบบ
ควรตั้งงบเริ่มต้นเท่าไหร่?
งบเริ่มต้นที่สร้างข้อมูลพอให้ระบบเรียนรู้และวัดผลได้จริงอยู่ที่ประมาณ 50,000 ถึง 100,000 บาทต่อเดือน (Stackmatix, 2026) ในทางเทคนิคเริ่มด้วยงบน้อยกว่านี้ได้ แต่ข้อมูลอาจไม่พอให้ระบบหากลุ่มที่ใช่และตัดสินใจปรับแคมเปญได้แม่น
สำหรับธุรกิจที่เพิ่งเริ่ม แนะนำให้กันงบส่วนหนึ่งไว้ทดสอบครีเอทีฟหลายแบบในช่วงแรก แล้วค่อยเทงบไปที่ตัวที่ทำผลงานดีที่สุด การเริ่มด้วยงบทดสอบเล็กๆ แล้วขยายเมื่อเห็นสัญญาณที่ดี ปลอดภัยกว่าการทุ่มงบก้อนใหญ่ตั้งแต่ยังไม่รู้ว่าอะไรเวิร์ก
อะไรทำให้ค่าโฆษณา YouTube แพงหรือถูก
ปัจจัยหลักที่ขยับราคาคือความแม่นของกลุ่มเป้าหมาย คุณภาพครีเอทีฟ อุตสาหกรรม และฤดูกาล การ target กลุ่มเฉพาะเจาะจง เช่น custom intent หรือ remarketing จะมีต้นทุนต่อวิวสูงกว่าการยิงกว้าง แต่มักได้คนที่ตรงและแปลงเป็นลูกค้าได้ดีกว่า
ด้านอุตสาหกรรมก็ต่างกันมาก กลุ่มการเงิน กฎหมาย และเทคโนโลยี มักมี CPV สูงกว่ากลุ่มไลฟ์สไตล์หรือการศึกษาหลายเท่า เพราะการแข่งขันสูง (AMW, 2026) นอกจากนี้ไตรมาสสุดท้ายของปีเป็นช่วงที่ราคาแพงที่สุดเพราะแบรนด์แย่งกันลงโฆษณา ส่วนต้นปีมักได้ราคาดีกว่า การวางกลุ่มเป้าหมายให้เหมาะจึงเป็นตัวคุมต้นทุนที่สำคัญ อ่านเพิ่มได้ในบทความYouTube Ads เลือกกลุ่มเป้าหมายยังไง
ลดค่าโฆษณา YouTube ยังไง?
วิธีลดต้นทุนที่ได้ผลที่สุดคือปรับปรุงครีเอทีฟให้ hook คนดูใน 5 วินาทีแรก เพราะอัตราการดูจนจบที่สูงขึ้นทำให้ระบบให้ราคาประมูลที่ดีขึ้นตามเวลา ควบคู่กับการตัดกลุ่มที่ไม่เกี่ยวออกและใช้ negative keywords เพื่อไม่ให้โฆษณาไปแสดงบนวิดีโอที่ไม่ตรง
การกำหนดความถี่ในการแสดงผล (frequency capping) และการยกเว้นช่องหรือหมวดที่ไม่ต้องการก็ช่วยลดงบที่เสียเปล่าได้ (Stackmatix, 2026) แต่ข้อควรระวังคืออย่าไล่ลด CPV จนลืมดูว่ามันแปลงเป็นยอดขายได้จริงไหม เพราะ CPV ถูกแต่ไม่มีคน convert สู้ CPV แพงกว่านิดแต่ปิดการขายได้ไม่ได้
สรุป
ค่าโฆษณา YouTube ในปี 2026 อยู่ที่ประมาณ 1 ถึง 4 บาทต่อวิวสำหรับแบบข้ามได้ และ 200 ถึง 600 บาทต่อพันการแสดงผลสำหรับแบบข้ามไม่ได้ โดยงบเริ่มต้นที่แนะนำอยู่ที่หลักหมื่นถึงหลักแสนบาทต่อเดือน ตัวเลขจริงขึ้นกับรูปแบบ อุตสาหกรรม และ targeting
สิ่งที่สำคัญกว่าการหาว่า “ถูกที่สุด” คือการหาจุดที่ต้นทุนสมดุลกับผลลัพธ์จริง อยากเข้าใจภาพรวมทั้งหมดของการยิงวิดีโอโฆษณา กลับไปอ่านบทความหลักYouTube Ads คืออะไร ทำงานยังไง คุ้มไหม ได้ และถ้าอยากได้คำแนะนำเรื่องการตั้งงบให้เหมาะกับธุรกิจ ทีมงานยินดีให้คำปรึกษา
คำถามที่พบบ่อย
ค่าโฆษณา YouTube ต่ำสุดเริ่มที่เท่าไหร่?
ในทางเทคนิคเริ่มได้ตั้งแต่หลักร้อยบาทต่อวัน แต่งบที่สร้างข้อมูลพอให้ระบบเรียนรู้อยู่ที่หลักหมื่นบาทต่อเดือนขึ้นไป งบยิ่งน้อยยิ่งต้องโฟกัสกลุ่มเป้าหมายและครีเอทีฟให้แม่นเพื่อไม่ให้เสียเปล่า
CPV กับ CPM ต่างกันยังไง ควรเลือกแบบไหน?
CPV คือจ่ายต่อการรับชม เหมาะกับโฆษณาข้ามได้ที่เน้นให้คนดูจนจบหรือคลิก ส่วน CPM คือจ่ายต่อพันการแสดงผล เหมาะกับแบบข้ามไม่ได้และ Bumper ที่เน้นการเข้าถึงกว้างเพื่อสร้างการรับรู้แบรนด์
ทำไม CPV ของธุรกิจฉันแพงกว่าค่าเฉลี่ย?
สาเหตุที่พบบ่อยคือ target แคบเกินไปทำให้งบกระจุกอยู่กับกลุ่มเล็ก ครีเอทีฟไม่ดึงดูดจนคนกดข้ามเยอะ หรืออยู่ในอุตสาหกรรมที่แข่งขันสูง ลองตรวจความกว้างของกลุ่มเป้าหมายและคุณภาพครีเอทีฟก่อนปรับราคาประมูล
โฆษณา YouTube แบบไหนถูกที่สุด?
โฆษณา Shorts ถูกที่สุดในตอนนี้ที่ประมาณ 70 ถึง 270 บาทต่อพันการแสดงผล เพราะการแข่งขันยังน้อย เหมาะกับการเข้าถึงกว้างในต้นทุนต่ำ แต่คนดูมักตั้งใจน้อยกว่าเพราะกำลังปัดผ่านเร็วๆ
YouTube Ads คุ้มกว่าโฆษณาทีวีไหม?
เมื่อเทียบต้นทุนต่อการเข้าถึงหนึ่งพันคน YouTube มักถูกกว่าทีวีระดับประเทศมาก และได้เปรียบเรื่องความแม่นของกลุ่มเป้าหมายและการวัดผลที่ทีวีทำไม่ได้ เพราะยิงเฉพาะกลุ่มที่ต้องการได้โดยตรง