YouTube มีรูปแบบโฆษณาหลักหลายแบบ ทั้ง Skippable In-Stream (ข้ามได้), Non-Skippable (ข้ามไม่ได้), Bumper (6 วินาที), In-Feed, Shorts และ Masthead แต่ละแบบเหมาะกับเป้าหมายต่างกัน Skippable เน้นผลลัพธ์ ส่วน Bumper และ Non-skippable เน้นการรับรู้ บทความนี้อธิบายแต่ละแบบและวิธีเลือกให้ตรงกับเป้าหมายของแคมเปญ
คุณเปิด YouTube แล้วเจอโฆษณาหลายแบบ บางอันข้ามได้หลัง 5 วินาที บางอันสั้นมากแค่ไม่กี่วินาทีแล้วจบ บางอันโผล่ในผลค้นหา แล้วสงสัยว่าแต่ละแบบต่างกันยังไง และถ้าจะลงโฆษณาเองควรเลือกแบบไหน?
นี่เป็นจุดที่หลายคนสับสน เพราะ YouTube มีรูปแบบโฆษณาหลายแบบ แต่ละแบบคิดเงินและเหมาะกับเป้าหมายต่างกัน การเลือกผิดแบบทำให้จ่ายเงินไปกับสิ่งที่ไม่ตรงกับเป้าหมาย เช่น อยากได้ยอดขายแต่เลือกแบบที่เหมาะกับการรับรู้ การเข้าใจว่าแต่ละแบบทำงานยังไงจึงช่วยให้ใช้งบได้ตรงจุด
ที่ Yangdee Group เราวางแคมเปญ YouTube หลากหลายรูปแบบให้ธุรกิจหลายแบบ และเรารู้ว่าการเลือกรูปแบบให้ตรงเป้าหมายคือจุดเริ่มของแคมเปญที่คุ้ม บทความนี้จะอธิบายแต่ละรูปแบบและวิธีเลือกให้เหมาะ ถ้ายังไม่แน่ใจภาพรวมของ YouTube Ads อ่าน YouTube Ads คืออะไร ก่อนได้
YouTube มีโฆษณากี่ประเภท?
YouTube มีรูปแบบโฆษณาหลักหลายแบบ ได้แก่ Skippable In-Stream (คั่นวิดีโอ ข้ามได้หลัง 5 วินาที), Non-Skippable In-Stream (ข้ามไม่ได้), Bumper (6 วินาที ข้ามไม่ได้), In-Feed (แสดงในผลค้นหาและฟีด), Shorts (คั่นในฟีดคลิปสั้น) และ Masthead (ป้ายบนสุดหน้าแรก) แต่ละแบบเหมาะกับเป้าหมายและคิดเงินต่างกัน
จุดสำคัญคือ รูปแบบส่วนใหญ่ซื้อผ่านระบบประมูลของ Google Ads ได้เอง (self-serve) ยกเว้น Masthead ที่ต้องจองผ่านตัวแทนของ Google การรู้ว่าแต่ละแบบต่างกันตรงไหนช่วยให้เลือกใช้ได้ตรงกับสิ่งที่ธุรกิจต้องการ
แต่ละรูปแบบต่างกันยังไง
รูปแบบโฆษณา YouTube ต่างกันทั้งความยาว การข้าม วิธีคิดเงิน และตำแหน่งที่แสดง การเข้าใจภาพรวมช่วยให้เห็นว่าแต่ละแบบเหมาะกับเป้าหมายไหน ตารางนี้สรุปความต่างหลัก
| รูปแบบ | ความยาว | ข้ามได้ไหม | คิดเงิน |
|---|---|---|---|
| Skippable In-Stream | 12 วินาทีขึ้นไป (เหมาะ 30-60 วิ) | ข้ามได้หลัง 5 วิ | CPV จ่ายเมื่อดู 30 วิ+ หรือโต้ตอบ |
| Non-Skippable In-Stream | ไม่เกิน 15-60 วินาที | ข้ามไม่ได้ | CPM ตามการแสดงผล |
| Bumper | 6 วินาที | ข้ามไม่ได้ | CPM ตามการแสดงผล |
| In-Feed | ยาวเท่าไหร่ก็ได้ | คนคลิกเองถึงเล่น | จ่ายเมื่อคนคลิกดู |
| Shorts | สั้น แนวตั้งเต็มจอ | เลื่อนผ่านได้ | ตามเป้าหมายแคมเปญ |
| Masthead | ออโต้เพลย์ถึง 30 วิ | จองผ่าน Google | CPM หรือรายวัน |
จุดที่ต้องเข้าใจคือ วิธีคิดเงินต่างกันตามเป้าหมาย รูปแบบที่จ่ายแบบ CPV อย่าง Skippable เหมาะกับการเน้นให้คนดูจริงและวัดผล ส่วนรูปแบบที่จ่าย CPM อย่าง Bumper และ Non-skippable เหมาะกับการเข้าถึงคนจำนวนมากเพื่อการรับรู้
Skippable vs Non-skippable ต่างกันยังไง?
Skippable In-Stream คือโฆษณาที่คั่นก่อนหรือระหว่างคลิป คนข้ามได้หลัง 5 วินาที คิดเงินแบบ CPV คือจ่ายเมื่อคนดู 30 วินาทีขึ้นไปหรือโต้ตอบกับโฆษณา ข้อดีคือถ้าคนข้ามเร็วคุณมักไม่ต้องจ่าย และการข้ามยังทำหน้าที่คัดกรองคนที่สนใจจริงให้เอง จึงเหมาะเป็นตัวหลักของแคมเปญที่เน้นผลลัพธ์
ส่วน Non-Skippable In-Stream คือโฆษณาที่ข้ามไม่ได้ ยาวไม่เกินราว 15 วินาที (บางระดับถึง 60 วินาที) คิดเงินแบบ CPM ตามการแสดงผล เหมาะเมื่อคุณอยากให้คนดูข้อความจนจบโดยไม่ข้าม เน้นการรับรู้มากกว่าการวัดผลการดู หลักคือเลือก Skippable เมื่ออยากวัดผลและเน้น conversion ส่วน Non-skippable เมื่ออยากให้สารถึงครบ
Bumper Ads คืออะไร ใช้ยังไง?
Bumper Ads คือโฆษณาสั้น 6 วินาที ข้ามไม่ได้ คิดเงินแบบ CPM ออกแบบมาเพื่อการจดจำแบรนด์โดยเฉพาะ จุดแข็งคือเข้าถึงคนจำนวนมากด้วยต้นทุนที่คุ้ม และการันตีว่าคนเห็นครบ 6 วินาที แต่ด้วยความสั้น มันไม่เหมาะเป็นตัวเดี่ยวที่หวังยอดขาย
วิธีใช้ที่ได้ผลคือใช้ Bumper เสริมการจดจำหลังจากที่คลิปยาวกว่าได้แนะนำสินค้าไปแล้ว เช่น ยิงคลิป Skippable 30 วินาทีเพื่อเล่าจุดขายก่อน แล้วตามด้วย Bumper 6 วินาทีเพื่อย้ำความจำ จุดที่ควรระวังคืออย่าตัดคลิป 30 วินาทีมาเป็น Bumper ตรงๆ เพราะมักสื่อสารไม่ครบ Bumper ต้องเขียนมาสำหรับ 6 วินาทีโดยเฉพาะ ให้มีภาพเดียวและสัญญาณแบรนด์เดียวที่ชัด
เลือกรูปแบบให้ตรงเป้าหมาย และกลยุทธ์ full-funnel
การเลือกรูปแบบควรเริ่มจากเป้าหมาย ถ้าเป้าหมายคือการรับรู้ (awareness) ให้ใช้ Non-skippable 15 วินาทีหรือ Bumper 6 วินาที เพราะการันตีคนเห็นสารครบ ถ้าเป้าหมายคือ conversion หรือ direct response ให้ใช้ Skippable In-Stream ยาว 30-60 วินาที เพราะจ่ายเมื่อคนดูจริงและมีเวลาพอเล่าจุดขายจนคนตัดสินใจ
กลยุทธ์ที่ได้ผลดีคือการใช้หลายรูปแบบต่อกันเป็น full-funnel เช่น เริ่มด้วย Skippable 30 วินาทีสำหรับสร้างการรับรู้และความสนใจ ตามด้วย Non-skippable 15 วินาทีกับกลุ่มที่เริ่มสนใจ แล้วปิดด้วย Bumper 6 วินาทีเพื่อ remarketing กับคนที่เกือบตัดสินใจ การเรียงรูปแบบแบบนี้มักให้ต้นทุนต่อ conversion ที่คุ้มกว่าการใช้รูปแบบเดียว หลักการเลือกแคมเปญนี้คล้ายกับฝั่ง Google Search อ่านเพิ่มที่ ประเภทแคมเปญ Google Ads
สรุป
รูปแบบโฆษณา YouTube แต่ละแบบเก่งคนละเรื่อง สามข้อที่ควรจำ: รูปแบบหลักได้แก่ Skippable, Non-skippable, Bumper, In-Feed, Shorts และ Masthead แต่ละแบบคิดเงินและเหมาะกับเป้าหมายต่างกัน, Skippable เหมาะกับผลลัพธ์เพราะจ่ายเมื่อคนดูจริง ส่วน Bumper และ Non-skippable เหมาะกับการรับรู้, และการใช้หลายรูปแบบต่อกันแบบ full-funnel มักคุ้มกว่าการใช้แบบเดียว
การเลือกรูปแบบให้ตรงเป้าหมายคือจุดเริ่มของแคมเปญวิดีโอที่คุ้ม ถ้าคุณอยากให้แคมเปญ YouTube ของธุรกิจเลือกรูปแบบและวางกลยุทธ์อย่างเป็นระบบด้วยข้อมูลจริง ทีมของเราพร้อมช่วยแบบ Data-Driven ดูรายละเอียด บริการโฆษณา YouTube ของ Yangdee แล้วเริ่มเลือกรูปแบบให้ตรงกับเป้าหมาย
คำถามที่พบบ่อย
รูปแบบโฆษณา YouTube ไหนนิยมที่สุด?
Skippable In-Stream เป็นรูปแบบที่ธุรกิจใช้บ่อยที่สุด เพราะคิดเงินแบบ CPV คือจ่ายเมื่อคนดู 30 วินาทีขึ้นไปหรือโต้ตอบ ทำให้ไม่เสียเงินกับคนที่ข้ามเร็ว และปรับให้เน้นผลลัพธ์ได้ อีกทั้งยังยืดหยุ่น รองรับหลายเป้าหมายตั้งแต่การรับรู้ไปจนถึงยอดขาย จึงเป็นตัวหลักของแคมเปญส่วนใหญ่
Bumper Ads ยาวกี่วินาที?
Bumper Ads ยาว 6 วินาที ข้ามไม่ได้ คิดเงินแบบ CPM ออกแบบมาเพื่อการจดจำแบรนด์โดยเฉพาะ ด้วยความสั้นจึงเหมาะเป็นตัวเสริมย้ำความจำหลังจากคลิปยาวกว่าได้แนะนำสินค้าไปแล้ว ไม่เหมาะใช้เดี่ยวๆ เพื่อหวังยอดขาย และควรเขียนสำหรับ 6 วินาทีโดยเฉพาะ ไม่ใช่ตัดมาจากคลิปยาว
อยากได้การรับรู้ควรใช้รูปแบบไหน?
สำหรับเป้าหมายการรับรู้ (awareness) ควรใช้ Non-skippable In-Stream 15 วินาที หรือ Bumper 6 วินาที เพราะทั้งคู่ข้ามไม่ได้ การันตีว่าคนเห็นสารครบ และคิดเงินแบบ CPM ที่เหมาะกับการเข้าถึงคนจำนวนมาก ถ้าอยากขยายการจดจำในวงกว้าง Bumper เป็นตัวเลือกที่คุ้ม โดยเฉพาะเมื่อใช้ควบคู่กับคลิปยาวกว่า
อยากได้ยอดขายหรือ conversion ควรใช้รูปแบบไหน?
สำหรับ conversion หรือ direct response ควรใช้ Skippable In-Stream ยาว 30-60 วินาที เพราะจ่ายเมื่อคนดูจริงและมีเวลาพอเล่าจุดขายจนคนตัดสินใจ การข้ามได้ยังช่วยคัดกรองคนที่สนใจจริงให้เอง ทำให้งบไปตกกับคนที่มีโอกาสเป็นลูกค้ามากกว่า จึงเหมาะเป็นตัวหลักของแคมเปญที่เน้นผลลัพธ์
Shorts ads ต่างจาก In-Stream ยังไง?
Shorts ads เป็นวิดีโอแนวตั้งเต็มจอที่คั่นระหว่างคลิป Shorts ในฟีด ออกแบบมาสำหรับการดูบนมือถือและการเลื่อนผ่าน เหมาะกับเป้าหมายการรับรู้และการพิจารณา ส่วน In-Stream เป็นโฆษณาที่คั่นในคลิปปกติ ทั้งแนวนอนและอุปกรณ์หลากหลาย ความต่างหลักคือ Shorts เน้นคนดูคลิปสั้นแนวตั้ง ส่วน In-Stream ครอบคลุมการดูวิดีโอทั่วไป